คำเตือน! กรุณาอย่าข้ามบทนี้ไปแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานกลายมเป็นโรคที่มนุษย์เป็นเพิ่มมากขึ้นกว่า 35 ปีที่ผ่านมา
มีพลเมืองเสียค่าใช้จ่ายไปกับโรคเบาหวานปีละ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ความจริงที่น่าประหลาดใจก็คือว่า ครึ้งหนึ่งของผู้ป่วย 16 ล้านรายที่เป็นโรคเบาหวานไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคเบาหวาน
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวานต้องอ่านบทนี้
แม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นปัญหาของร่างกายที่น่าเกรงขาม แต่ผลข้างเคียงของโรคก็มีความน่ากลัวไม่แพ้กัน
ทำไมมีผู้คนจำนวนมากขึ้นที่กำลังเป็นโรคเบาหวาน ?
มีวิธีการใดหรือไม่ที่สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
มีแน่นอนครับ
เรื่องของโจ
โจ อายุ 41 ปี เขามาพบผม (Ray D. Strand. M.D.) ที่คลีนิค สำหรับการตรวจร่างกายประจำปี เขารู้สึกแข็งแรงและไม่บ่นเรื่องความผิดปกติของร่างกายใด ๆ
โจรู้สึกว่าต้องการแค่เพีบงการตรวจสุขภาพร่างกายตามปกติ เนื่องจากไม่ได้ป่วยมาหลายปี ซึ่งในช่วงระหว่างรอการนัดหมาย เขาจงเอาเลือดไปตรวจก่อน ด้วยความที่โจรู้สึกดีมาโดยตลอด ผมจึงค่อนข้างประหลาดใจและเป็นห่วงเมื่อพบว่า เลือดของโจมี สีชมภูแทนที่จะเป็นสีแดง
เมื่อช่างเทคนิคนำเลือดไปปั่นในเครื่อง centrifuge ตัวอย่างเลือดส่วนบนดูคล้ายครีม (นั่นหมายถึงปริมาณไขมันในเลือดมีมาก)
ผลของการตรวจจากแล็บสรุปว่าระดับคอเรสเตอรอลของโจอยู่ที่ 250
คอเรสเตอรอล HDL อยู่ที่ 31
และระดับไตรกลีเซอไรด์สูงผิดปกติซึ่งมีค่าอยู่ที่ 1,208
ระดับไตรกลีเซอไรด์ควรอยู่ที่น้อยกว่า 150
และอัตราส่วนระหว่างไตรกลีเซอไรด์ต่อ HDL ควรน้อยกว่า 2 ซึ่งอัตราส่วนของโจอยู่ที่เกือบ 40
แม้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดของเขาจะเป็นปกติ แต่มันก็เป็นลางบอกเหตุให้ทราบแล้วว่า โจกำลังอยู่ในขั้น Syndrome X ซึ่งเป็นขั้นเบิกโรงก่อนที่อาการจะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็นโจหรือใครหลายๆ คนคงไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับ Syndrome X มาก่อน ดร. เจอรัลด์ รีเว่นส์ ผู้ซึ่งเป็นทั้งแพทย์และศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ใช้คำนี้เพื่ออธิบายลักษณะของปัญหาว่า มีสาเหตุมาจากการต่อต้านอินซูลิน
เรามาดูกันถึงสาเหตุสำคัญของ Syndrome X ว่ามันทำให้เกิดการต่อต้านอินซูลินอย่างไร?
การต่อต้านอินซูลินคืออะไร?
แม้ว่าความจริงแล้วหลายปีที่ผ่านมาชาวอเมริกันส่วนมากจะกินอาหารที่มีคารโบไฮเดรตสูง และไขมันสูงก็ตามเป็นเวลาหลายปีผ่านมา
อาหารที่ชาวอเมริกันรับประทานนั้นได้ส่งผลเชิงลบให้กับร่างกาย โดยที่ร่างกายของเรานั้น จะทำปฏิกิริยากับอินซูลินลดน้อยลง
อินซูลินคือฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายใช้เพื่อนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อให้เซลล์สามารถใช้ประโยชน์และเก็บอยู่ในรูปไขมัน
หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของร่างกายคือ การควบคุมน้ำตาลในเลือด
ดังนั้น เมื่อร่างกายสามารถทำปฏิกิริยกับอินซูลินในตัวเองได้น้อยลง มันจึงชดเชยด้วย การสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้น
พูดง่าย ๆ ก็คือร่างกายของเราจะตอบสนองน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นด้วยการบังคับให้เซลล์เบต้าในตับอ่อนผลิตอินซูลินเพิ่มมากขึ้นเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
ผลกระทบที่เกิดจากระดับอินซูลินที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้จึงทำให้ ดร. เจอรัลด์ รีเว่นส์ตั้งชื่อว่า “Syndrome X”
· ทำให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจวายและลมปัจจุบัน
· ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
· ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (เป็นไขมันในเลือดชนิดหนึ่งนอกจากไขมันคอเลสเตอรอล)
· ทำให้คอเลสเตอรอล HDL (คอเลสเตอรอลดี) มีปริมาณลดลง
· ทำให้คอเลสเตอรอล LDL (คอเลสเตอรอลเลว) มีระดับเพิ่มขึ้น
· ทำให้มีแนวโน้มในการจับตัวเป็นก้อนของเลือด
หลังจากที่ผู้ป่วยเป็น Syndrome X อยู่หลายปี (เป็นไปได้ว่า 10 - 20 ปี) เบต้าเซลล์ของตับอ่อนจะเสียหาย และไม่สามารถผลิตอินซูลินระดับสูงได้ ในจุดนี้เมื่อระดับของอินซูลินลดลง น้ำตาลในเลือดจึงเริ่มสูงขึ้น
อะไรคือสาเหตุของการต่อต้านอินซูลิน?
สิ่งที่ชาวอเมริกันบางคนอาจไม่ทราบก็คือ คาร์โบไฮเดรตก็คือกระบวนการนำไปสู่น้ำตาลอย่างหนึ่งที่ร่างกายดูดซึมในระยะต่างๆ
คุณทราบหรือไม่ครับว่า ขนนปังขาว แป้งขาว พาสต้า ข้าว และมันสามารถให้น้ำตาลกับกระแสเลือดได้เร็วกว่าน้ำตาลที่ใช้ปรุงอาหาร มันเป็นเรื่องจริงครับ ความจริงเหล่านี้ทำให้อาหารดังกล่าวได้รับขนานนามว่า high-glycemic
แต่ในทางตรงกันข้าม อาหารจำพวกถั่วเขียว Brussels sprouts มะเขือเทศ แอปเปิ้ล และส้ม จะนำน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้ากว่ามากๆ ซึ่งเราเรียกอาหารเหล่านี้ว่า low-glycemic
พลเมืองในประเทศของเรามีแนวโน้มบริโภคอาหารประเภท high-glycemic ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นการปล่อยอินซูลิน เมื่อน้ำตาลในเลือดลดลงเราจึงรู้สึกหิว
ดังนั้นเราจึงกินขนมจุกจิกหรือกินอาหารมื้อใหญ่ ซึ่งทำให้กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นอีกครั้ง
หลังจากที่เวลาผ่านไประยะหนึ่ง การปลดปล่อยอินซูลินถูกปล่อยมากจนเกินไปจนทำให้ร่างกายของเราทำปฏิกิริยากับมันน้อยลง ในการที่ร่างกายจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ตับอ่อนจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตอินซูลินให้มีระดับที่สูงขึ้น
ดังนั้นระดับของอินซูลินที่สูงขึ้นนี่เองจึงเป็นสาเหตุของความเสียหายต่อการเปลี่ยนแปลงระบบเผาผลาญ ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเกิด Syndrome X
จะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายอยู่ในขั้น Syndrome X
ตัวอย่างต่อไปนี้คือการทดสอบอย่างง่าย หากคุณมีระดับของไตรกลีเซอไรด์ที่ 210 และมีระดับคอเลสเตอรอล HDL ที่ 30 นำ 210 มาหารด้วย 30
ซึ่งมีค่าอัตราส่วนเท่ากับ 7 นั่นหมายความว่าอัตราส่วนมีค่ามากกว่า 2
คุณสามารถสรุปได้ว่าคุณกำลังเข้าสู่ภาวะต่อต้านอินซูลินหรือเข้าขั้น Syndrome X
เมื่อใครสักคนหนึ่งมีอาการต่อต้านอินซูลิน แพทย์ควรแนะนำและสนับสนุนให้เขาเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต อย่างที่ผม (นพ.Ray D. Strand, M.D.) ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้า เพราะในกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่หลอดเลือดหัวใจกำลังเริ่มถูกทำลาย
อย่างไรก็ดีสภาวะต่อต้านอินซูลินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในจุดนี้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรรอจนกว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคเบาหวานอย่างเต็มขั้น
เมื่อผู้ป่วยบำบัดตัวเองเพื่อลดทอนอาการต่อต้านอินซูลินด้วยวิธีการง่ายๆ นั่นคือการเปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต นอกจากเขาจะสามารถปกป้องความเสียหายในเส้นเลือดได้แล้ว ยังสามารถหลีกเลื่ยงโรคเบาหวานได้เช่นกัน นี่คือการรักษาเชิงป้องกันอย่างแท้จริง การดำรงชีวิตให้สุขภาพแข็งแรงโดยปราศจากยาจะสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตคุณ
(ติดตามตอนต่อไป)
แหล่งอ้างอิงจากหนังสือ: What your doctor doesn't know about nutritional medicine may be killing you โดย น.พ.เรย์ ดี แสตรนด์ Ray D.Strand, M.D.Ray
D.Strand, M.D.
P.O. Box 9226Rapid City, SD 57709
www.nutritional-medicine.net
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น